วิธีดูรถมือสอง

  • วิธีดูรถมือสอง


     

    1. จ้างผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

    มีเว็บไซต์ที่รับตรวจสภาพรถที่น่าเชื่อถือได้ www.testcar.co.th โดยทางผู้ให้บริการออกใบรับรองให้และมีการรับประกันการซ่อมให้อีกด้วย โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,200+6,000 บาท บริการนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการดูรถ

     

    2. ศึกษาวิธีการดูรถมือสองเบื้องต้นได้ดังนี้

    พิจารณาจากสภาพภายนอก หากมีรถรุ่นเดียวกันมาเทียบจะช่วยได้พอสมควร

    เช็คโครงสร้างตัวถังรถ โดยมีรถรุ่นเดียวกันไปเปรียบเทียบอย่างละเอียด เนื่องจาก รถมือสองบางคันได้เอาโครงใหม่มาขึ้นรูปได้อย่างเนียนมากโดยโครงสร้างตัวถัง ควรให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นส่วนที่รับน้ำหนักของตัวรถและเรื่องการทรงตัวอีกด้วย

    1. สีของตัวถังรถเช่นประตู หรือส่วนอื่นๆ ว่ามีสีที่แตกต่างกันหรือไม่ หากต่างกันก็อาจจะเคยถูกชนมาแล้วไปทำสีใหม่เป็นต้น
    2. ขอบประตูด้านบน-ล่างทั้งสี่บาน มีการเอียง บิดหรือเสียรูปหรือไม่
    3. น็อตครบทุกรูหรือไม่, รูปแบบน็อตเหมือนกันหรือไม่
    4. ตะเข็บการเชื่อมต่อตามจุดต่างๆ มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมดหรือไม่
    5. ตรงจุดเก็บยางอะไหล่ ตรงนี้ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้เก็บรายละเอียดกัน เข้าไปตรวจสอบการบุบเบี้ยว ตะเข็บ สี ให้ดี
    6. ช่องไฟ (ระยะห่างระหว่างจุดต่างๆ) ของจุดต่างๆ จะต้องเท่ากัน เช่นช่องไฟระยะห่างประตูซ้าย กับประตูขวา หากเป็นปกติ (ออกจากโรงงาน ไม่ได้ผ่านการซ่อม) จะมีระยะเท่ากัน รวมถึงช่องไฟจุดต่างๆ เช่นฝากกระโปรงช่องว่าง ที่ให้ดูช่องไฟเนื่องจาก รถที่ผ่านการซ่อมมาไม่ว่าช่างจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะทำให้ช่องไฟตามจุดต่างๆ เหมือนเดิม
    7. รถครึ่งคันเอามาต่อกัน !!! รถบางคันเสียหายหนักส่วนหน้า ตัดมาครึ่งนึง มาเชื่อมกับรถส่วนหลังเป็นรถคันใหม่ รถแบบนี้จะสังเกตโดยการดูทรงของรถก็จะสังเกตได้ รวมถึงดูรอยเชื่อมด้วย ซึ่งหากได้รถแบบนี้มาถือว่าอันตรายอย่างมาก
    8. สังเกตสีรถในจุดที่ผิดสังเกต เช่นเบ้าโช้คอัพ, คานหน้า, ห้องเครื่อง, จุดวางยางอะไหล่ หรือจุดต่างๆที่มีตัวถังปิดไว้ แต่มีร่องรอยการทำสี มีรอยเยิ้มสี เม็ดสีกระจายผิดปกติ
    9. รถสีเมทัลลิก ถือเป็นสีที่ซ่อมยาก แม้แต่ช่างเก่งๆ ก็เทียบเคียงได้เหมือนยากมาก ใช้เป็นจุดสังเกตได้
    10. อย่าลืมว่าหากรถมีอายุนานๆ อาจจะมีการซ่อมสีก่อนนำมาขาย ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ได้ หรือแม้แต่ชนเบา เช่นกันชนหน้า, หลัง สีที่ทำมาก็อาจสังเกตได้ แต่ก็ถือว่าไม่เป็นปัญหาด้านคุณภาพ สำหรับการซื้อรถมือสอง

    พิจารณาจากสภาพภายใน

    1. เรื่องการกรอเลขไมล์ให้ต่ำลง อันนี้ดูลำบากเพราะสามารถกรอเลขไมล์ได้ทั้งแบบดิจิตอล หรือแบบปกติ ทำได้เพียงดูเลขไมล์ว่าวิ่งมากน้อยเพียงใด เทียบกับอุปกรณ์ในรถว่าอายุมีความสัมพันธ์กันไหม แต่เลขน้อยมาก ไม่ใช่จุดที่ดูเป็นสำคัญนัก บางทีวิ่งน้อยแต่ใช้หนัก ก็อาจแย่กว่า วิ่งเยอะแต่ดูแลรถดีมากๆ ก็มีถมเถ
    2. ในห้องเครื่องหรือจุดต่างๆ ให้ดูน็อตต่างๆ ที่ใช้ยึดว่ามีร่องรอยการหมุนน็อตขันออกมาหรือไม่ เพราะปกติเครื่องยนต์พวกนี้จะไม่มีการขันน็อตออกมาถ้าไม่มีเหตุผิดปกติ
    3. ดูว่าเครื่องยนต์มีความใหม่เกินสภาพตามอายุรถหรือเปล่า
    4. ตรวจดูความผิดปกติของ "เลขตัวถังรถ" ว่ามีสภาพเช่นไร ในส่วนนี้เป็นเหล็กที่แข็งแรงมากเป็นพิเศษ หากมีรอยเลขคดไม่ตรงหรือบูดเบี้ยว ไม่ควรซื้ออย่างเด็ดขาด เพราะเสี่ยงที่จะมีปัญหาต่างๆตามมาทั้งเรื่องทะเบียนและคุณภาพรถ
    5. เช็คว่าอุปกรณ์ติดรถ เช่นที่ยกล้อรถ, ประแจต่างๆอยู่ครบหรือไม่ จะบ่งบอกถึงความใส่ใจของเจ้าของรถได้ระดับนึง และรักษาผลประโยชน์ผู้ซื้อด้วย
    6. ตรงจุดที่พักเท้าทั้งที่นั่งคนขับฝั่งขวาและฝั่งซ้าย ว่ามีกลิ่นเหม็นชื้นหรือไม่ ถ้าเหม็นสันนิษฐานว่ามีน้ำหยด อาจจะมีปัญหาเรื่องแอร์
    7. สีของคอนโซล และความใหม่มีความสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆในตัวรถหรือไม่

    พิจารณาจากการทดลองขับ

    1. พิจารณาเครื่องยนต์ โดยฟังจากเสียงสตาท ว่าปกติไหม, และเครื่องติดมีเสียงโลหะเสียดสีกันไหม, รอบเครื่องเดินสม่ำเสมอหรือไม่, และมีเสียงอะไรผิดปกติอีกหรือไม่
    2. ระหว่างวิ่งเสี่ยงเครื่องยนต์ปกติดีหรือไม่ รอบต่ำเสียงเป็นอย่างไร, รอบสูงเสียงเป็นอย่างไร มีการสะดุดของเครื่องยนต์หรือไม่
    3. ดูระบบเกียร์ หากเป็นเกียร์ปกติ ต้องดูว่าการเข้าเกียร์นั้นง่ายไหม มีเสียงหรือไม่ หากเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติหากมีปัญหาจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทดสอบโดยดูว่าสามารถเข้าเกียร์ได้ทุกตำแหน่งและทำงานได้ดีทุกตำแหน่งหรือไม่ อัตราเร่งกับการทดเกียร์สัมพันธ์กับความเร็วหรือไม่
    4. ดูอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น DVD,วิทยุ ที่จุดบุหรี่ ใช้งานได้ดีไหม
    5. ดูว่าเบาะมั่นคงหรือไม่ มีการถูกถอดหรือไม่ โดยอาจดูจากน็อต หรือความเก่าใหม่ เพราะหากถึงขนาดต้องเปลี่ยนเบาะ ก็อาจจะมาจากการชนหนัก
    6. เข็มขัดนิรภัยใช้งานได้ดีทุกจุดไหม
    7. รับบสัญญาณไฟต่างๆ ทั้งบนหน้าปัด, กระจก, ระบบล็อก และไฟสัญญาณ ตรวจดูว่าโอเคไหม
    8. ตรวจสอบระบบแอร์ โดยการเปิดแอร์ และดูระดับของพัดลมแอร์ ดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่, เย็นหรือไม่ โดยหากระบบแอร์นั้นอยู่ในสภาพดี ถือว่าเจ้าของเก่าดูแลรถมาอย่างดี
    9. เมื่อขับรถ ลองดูว่าพวงมาลัยกินซ้ายหรือขวาหรือไม่ โดยการคลายมือแล้วสังเกต
    10. ระบบท่อไอเสีย หากเป็นรถเครื่องดีเซลไม่ควรมีควันดำ หากเป็นเครื่องเบนซินไม่ควรมีควันขาว หากรถมีควันดำหมายถึงเผาไม่ผิดปกติ หากมีควันขาวหมายถึงเครื่องยนต์หลวมมากแล้ว
    11. เมื่อขับรถ การยุบตัวของโช้กต้องปกติ ไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป ไม่มีเสียงกระทบกันของเหล็ก
    12. หากเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า ทดสอบด้วยการหักเลี้ยงซ้าย-ขวาสุด ดูว่ามีเสียงดังหรือไม่ หากมีเสียงแสดงว่าเพลาขับหน้าเสื่อมสภาพแล้ว
    13. สภาพยางรถ (ไม่สำคัญมากนักเพราะสามารถซื้อเปลี่ยนได้) ลองดูว่าสภาพยางยังดีอยู่ไหม มีดอกยางหรือไม่ และสภาพยางแข็งเกินไปหรือเปล่าโดยหากเอาเล็บจิกไปจะต้องเป็นรอย หากไม่เป็นรอยแสดงว่ายางเสื่อมมากแล้ว

    ตรวจดูว่ารถผ่านการจมน้ำมาหรือไม่

    1. สูดกลิ่นภายในห้องโดยสาร หากไปเต็นท์รถ ให้ระบายกลิ่นน้ำหอมในรถออกให้หมดและดูว่ามีกลิ่นชื้นหรือไม่
    2. ให้เปิดแอร์ เพราะถ้าผ่านการจมน้ำระบบแอร์จะยังคงมีกลิ่นชื้นหลงเหลืออยู่
    3. ตรวจหาร่องรอยสนิม จากจุดน็อตต่างๆ จุดอับต่างๆ เช่นใต้เบาะ ใต้พรม จุดเก็บยางอะไหล่ เป็นต้น